เริ่มต้น เช้า วันที่ 6 เมษายน 2551 เวลา 7 โมงเช้าของวันที่อากาศข้อนข้างเย็นในฤดูร้อนเช่นนี้ ท้องฟ้าที่มืดครึ้มฝนที่เริ่มร่วงหล่นโปรยลงมาจากฟากฟ้า และการทยอยมาของเหล่านักดนตรีวง Desire กับสายฝนที่ทำให้พวกเราเปียกปอน แต่ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการเดินทางมารวมตัวกันของพวกเรา ในวันนี้ที่รอคอยมานับปี
วันนี้เป็นวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของน้าเจี๊ยบ และเราถูกเชิญให้ไปเล่นดนตรี ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติมากสำหรับการขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งคงมีแค่ครั้งเดียวสำหรับครอบครัวหนึ่ง บ้านหลังนี้น้าเจี๊ยบเป็นคนออกแบบเอง ซึ่งผมเคยเห็นโครงการนี้มาเกือบสิบปี และตอนนี้ก็ถือว่าทุกอย่างลงตัวถึงเวลาสร้างความฝันขึ้นมาซักที แต่สำหรับพวกเราทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว…
ประมาณหนึ่งปีที่แล้ว…
ย่านฝั่งธนแตกต่างจากเมืองกรุงเทพศรีวิไล ที่นี่เรายังคงมีที่ให้เดิน มีอากาศบริสุทธ์ให้หายใจ และยังคงมีสวนสีเขียวให้เห็นอยู่ จากบริเวณที่ไม่ไกล จากถนนเส้นเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีรถแล่นผ่าน ที่ซึ่งเป็นที่เริ่มต้น…
ริมคลองเล็กๆ โครงสร้างบ้านได้เริ่มขึ้นจากแบบแปลนที่วางไว้อย่างดี ช่างหลายคนที่กำลังขมักเขม้นทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลัง หันหลังสู้ฟ้าทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มวางเสาเข็ม เสียงขุดเจาะ เสียงตอกตะปู เสียงใบเลื่อยที่เสียดสีผ่านไม้ไปมา สารพัดเสียงที่จะเกิดขึ้นในการสร้างบ้านครั้งนี้ ที่ดังกึกก้องไปทั่วหมู่บ้าน และมีอีกเสียงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นคือพวกเรา Desire ที่เริ่มวางแผนงานดนตรี การประชุมเพื่อกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะใช้ในการแสดงครั้งนี้
ระหว่างที่เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ตัวบ้านเริ่มขึ้นมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง จากเสาเข็มเป็นคาน จากคานเป็นพื้นชั้นที่หนึ่งชั่นที่สองทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น
แต่เสียงจากวงดนตรีเล็กๆ ก็เริ่มระส่ำระสายจากประสบการณ์อันน้อยนิด และความที่ยังไม่เป็นมืออาชีพ การซ้อมที่ผ่านมาหลายเดือนทำให้ชะล่าใจ ปัญหาที่สะสมมา ความไม่คาดฝันก็เริ่มเผย ให้เห็นสิ่งที่เราต้องเผชิญหน้าและต้องแก้ไขมัน
“ดนตรี คือเสียงของตัวโน็ตทั้งสิบสองตัว ที่ถูกเรียงร้อยให้เกิดเป็นความไพเราะ เข้าถึงจิตใจของผู้ฟัง ความยากของศิลปินคือ การถ่ายทอดอย่างไรให้ทั้งเขาและเราเข้าใจเหมือนๆกัน ” คำกล่าวของผมคือข้อสรุป แต่ทฤษฎีจะนำมาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ก็ต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ปัญหาเล็กๆที่เกิดขึ้น สะสมจนกลายเป็นดินพอกหางหมู ต้องสะสางให้เสร็จสิ้น เวลาที่ต้องทำอะไรซ้ำๆเหมือนเดิมทุกๆวัน มันทำให้ไฟในตัวเริ่มหมดลงและปัญหานี้ก็เกิดขึ้น นักดนตรีบางคนเริ่มไม่อยากมา เพลงที่กำหนดไว้นั้นเพียงน้อยนิด แต่ก็ยังไม่สามารถเล่นร้องได้แม้เวลาผ่านไปนานเพียงใด
“แม้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ที่ให้มาเพื่อดนตรี แต่ดนตรีก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนอยู่เสมอ” นั่นคือความจริง พรสวรรค์คือสิ่งวิเศษที่เราควรนำมันมาขัดเกลาให้ดีเยี่ยม “บ้านหนึ่งหลัง แม้แบบที่ร่างไว้จะสวยงามเพียงใด แต่ก็คงไม่สามารถสร้างให้เสร็จได้ด้วยคนเพียงดนเดียว และแม้จะมีคนเยอะซักเพียงใด แต่หากไร้ซึ่งฝีมือแล้วบ้านหลังนั้นจะสวยงามดั่งที่ร่างไว้ได้หรือ“
เวลาผ่านไปกระทั่งถึงเดือนสุดท้าย บ้านได้สร้างเสร็จแล้ว สนามหญ้าสีเขียว มีสวนหย่อมและโต๊ะนั่งเล่นอยู่ริมน้ำ หน้าบ้านที่หันไปทางทิศเหนือมองออกไปทุ่งหญ้ากว้างๆ เป็นบ้านที่วิเศษทีเดียว
บ้านสามชั้นตัวบ้านสีเหลือง ซึ่งเลือกสีสำหรับถวายพระพรในหลวงในปีอันมงคลยิ่ง บ้านตั้งสูงตระหง่าน มองจากหน้าต่างชั้นสามซึ่งเป็นห้องใต้หลังคา ได้เห็นวิวทิวทัศน์กว้างไกล ความสวยงามของย่านฝั่งธน ในบริเวณที่ยังไม่มีตึกสูงทำลายบรรยากาศชานเมือง ยังคงเป็นที่ๆน่าอยู่จริงๆ
แต่ช่วงเวลานี้กลับเป็นช่วงเวลาหนักสำหรับพวกเรา ปัญหาซึ่งยังแก้ไขไม่เสร็จ และยังคงมีปัญหาใหม่กระหน่ำซ้ำมาเรื่อยๆ ถึงเวลาที่เราต้องนั่งแก้ปัญหาและวางแผนกันใหม่ทั้งหมด ในคืนหนึ่งหลังเลิกซ้อม เราต้องนั่งวางสคริปต์กันใหม่ทั้งหมดถึงตีสี่ พร้อมทั้งบทพูดที่เตรียมไว้สำหรับนักร้องของเรา เป็นคืนที่หนักที่สุดของคน 4 คนที่พร้อมสละเวลาให้กัน
เมื่อถึงสองสัปดาห์สุดท้าย ข่าวร้ายก็ได้เข้ามาอีกครั้งคือเราต้องขาดนักร้องหญิงไป ด้วยเหตุผลที่ไม่สมควรเลย ซึ่งหากเป็นธุรกิจใหญ่คงต้องฟ้องร้องกันถึงขั้นล้มละลายเลยทีเดียว นักร้องหญิงคนนี้มีฝือมาก ถือได้ว่าดีที่สุดที่จะเล่นให้กับเรา แต่แม้มีฝีมือมากซักเพียงใด แต่การไม่รู้จักรับผิดชอบ จะทำให้เค้าไม่มีวันประสบความเร็จในอาชีพนี้ได้เลย แต่ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามกว่าเสมอพวกเราหานักร้องหญิงได้ใหม่ และดำเนินการซ้อมต่อไป แม้กระท่อนกระแท่นบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่เป็นปัญหา
แล้ววันชี้ชะตาก็มาถึง….
ณ บ้านของผมที่ซึ่งเป็นสถานที่นัดหมาย นักดนตรีที่ทยอยมาทีละคน กว่าจะครบก็ต้องคอยกันร่วมสองชั่วโมงเศษ เพราะอุปสรรคจากฟากฟ้า ฝนที่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้การเดินทางจากแต่ละที่ของทุกคนเป็นไปอย่างยากลำบาก
ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนกระทั่งเก้าโมงที่รอคอย ฝนเริ่มซาและหยุดลงแต่เรายังขาดมือกีต้าร์ของวง ไม่สามารถรออีกต่อไปได้เพราะจะไม่ทันเวลา ใกล้เวลางานเริ่มมากแล้ว
สมาชิกในวงเริ่มทยอยขนเครื่องดนตรี เดินทางไปยังเวที่ที่เตรียมเครื่องเสียง ไว้พร้อมแล้ว ครึ่งชั่งโมงผ่านไปมือกีต้าร์ของเราก็มาถึง
ไม่มีเวลาให้ซาวด์เช็ค เมื่อเสียงพระสวดดังขึ้นพีธีเริ่มขึ้นแล้ว เวลาของพวกเราใกล้มาถึง วันชี้ชะตานี้ ช่วงเวลาที่รอคอยกับการเตรียมตัวมานับปีใกล้เริ่มขึ้น
เมื่อพระคุณเจ้าฉันภัตราหาเพลเรียบร้อย ถึงเวลาของพวกเราแล้ว มือของสมาชิกแต่ละคนวางประสานกันหน้าเวที พร้อมรวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว “ไม่ว่าทุกคนจะเป็นใครเมื่อขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว เราคือ Desire“
แล้ว 4 ชั่วโมงต่อจากนี้คืองานแสดงที่ดีที่สุดของพวกเรา มันคือความประทับใจที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดไว้ ณ ที่แห่งนี้ได้ ความทรงจำ..มันคงตราตรึงอยู่ตรงนั้น สำหรับพวกเราทุกคนและผู้ที่เฝ้าชมพวกเราอยู่ ณ ที่แห่งนั้น…